กุมภาพันธ์ 9, 2023
UFABETWIN

UFABETWIN เพื่อโอกาสหรือไม่เปิดโอกาส? : ทำไมดาวรุ่งผิวดำอังกฤษถึงนิยมย้ายไปเล่นต่างประเทศ?

เจดอน ซานโช่, จู๊ด เบลลิงแฮม และ โนนี่ มาดูเอเก้ ทั้งหมดนี้คือนักเตะรุ่นเยาว์ที่กำลังน่าจับตา เนื่องจากสามารถก้าวขึ้นมาสู่ทีมชาติอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็น ชุดใหญ่ หรือ ชุดเล็ก เนื่องจากผลงานอันยอดเยี่ยมในระดับสโมสร

สิ่งที่นักเตะเหล่านี้เหมือนกันคือพวกเขาเป็นดาวรุ่งผิวดำที่ตัดสินใจเดินทางออกจากบ้านเกิดเพื่อไปพิสูจน์ตัวเองบนเวทีลีกต่างประเทศตั้งแต่ยังอายุน้อย ก่อนจะประสบความสำเร็จแบบที่ดาวรุ่งในพรีเมียร์ลีกได้แต่มองตาปริบๆ

จะชวนไปวิเคราะห์ว่าอะไรคือสาเหตุที่ผลักดันให้ดาวรุ่งชาวอังกฤษเหล่านี้ตัดสินใจย้ายออกไปเล่นในลีกต่างประเทศจนเป็นกระแสในช่วงหลายปีที่ผ่านมา?

ค่านิยมสนับสนุนการทำงานหนัก

เหตุผลแรก และอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดซึ่งช่วยผลักดันให้นักฟุตบอลดาวรุ่งผิวดำกล้าออกไปหาประสบการณ์ยังลีกต่างประเทศ นั่นคือ ค่านิยมของครอบครัวคนผิวดำที่เน้นย้ำการทำงานหนักเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัวของตนเป็นสำคัญ

สำหรับใครที่ชอบฟังเพลงฮิปฮอปย่อมคุ้นชินกับคำว่า “เร่งรีบ” และ “บด” ซึ่งมีความหมายในหมู่คนผิวดำว่า “การทำงานอย่างเร่งรีบ” และ “การทำงานอย่างหนัก” ทั้งหมดนี้ถือเป็นคติเตือนใจที่จะช่วยให้พวกเขาก้าวไปสู่ความสำเร็จได้เร็วที่สุดผ่านการทำงานอย่างหนักในเส้นทางที่ตนเลือก

แนวคิดในลักษณะนี้ถูกปลูกฝังอยู่ในครอบครัวคนผิวดำแทบทั้งหมดในอังกฤษ เนื่องจากพวกเขาเติบโตขึ้นมาในฐานะผู้อพยพ ไม่ว่าจะเป็นจากทวีปแอฟริกาหรือประเทศในแถบแคริบเบียนก็ดี บรรพบุรุษของนักฟุตบอลรุ่นเยาว์เหล่านี้ ต่างต้องฝ่าฟันกับอุปสรรคที่เกิดขึ้นเนื่องจากความแตกต่างทางสีผิว

แถมยังต้องเปิดรับกับทุกโอกาสที่เข้ามาในชีวิตและยอมทำทุกอย่างเพื่อยกระดับอาชีพการงานของตน ทั้งนี้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวและปูทางไม่ให้ลูกหลานต้องมาลำบากเหมือนกับตน นี่คือวิธีการที่ช่วยให้ผู้อพยพผิวดำสามารถยืนหยัดได้ในกรุงลอนดอน เมืองหลวงของอังกฤษที่ทุกวินาทีของชีวิตเต็มไปด้วยการแข่งขัน

การทำงานหนักของคนผิวดำรุ่นเก่าต่างเป็นแรงบันดาลใจแก่ลูกหลาน นักฟุตบอลดาวรุ่งผิวดำเหล่านี้ต่างมองแนวทางการใช้ชีวิตของคนรุ่นปู่รุ่นพ่อเป็นแรงบันดาลใจ พวกเขาจึงพร้อมจะทำงานหนักเพื่อจะก้าวไปถึงจุดสูงสุดในวงการฟุตบอลและไม่รอช้าที่จะคว้าความสำเร็จนั้นไว้

UFABETWIN

 

ในระยะแรกของอาชีพนักฟุตบอล เป้าหมายของแข้งดาวรุ่งผิวดำเหล่านี้จึงเป็นการก้าวเข้าไปอยู่ในสโมสรใหญ่ของประเทศอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็น เชลซี, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือ อาร์เซน่อล ที่ขึ้นชื่อเรื่องการเปิดรับนักฟุตบอลผิวดำรุ่นใหม่เสมอ โดยเหตุผลที่ทีมฟุตบอลเหล่านี้เป็นเป้าหมายของแข้งผิวดำรุ่นใหม่ เนื่องจากค่าตอบแทนที่สูงตั้งแต่ยังเป็นดาวรุ่ง สัญญาในระดับเยาวชนของพวกเขาสามารถหาเงินเข้ากระเป๋าได้มากกว่านักฟุตบอลเกือบทั้งหมดในประเทศกรีซ

แต่ใช่ว่าการก้าวสู่สโมสรชั้นนำในอังกฤษจะเป็นปลายทางของเหล่านักฟุตบอลดาวรุ่งผิวดำ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขาเจอทางตันในทีมฟุตบอลบ้านเกิด นักฟุตบอลเลือดใหม่เหล่านี้ไม่รีรอที่จะก้าวออกไปยังลีกต่างประเทศที่อาจจะเป็นเวทีที่จะทำให้อาชีพนักฟุตบอลของพวกเขาประสบความสำเร็จได้มากกว่าเดิม

ด้วยเหตุนี้ นักฟุตบอลดาวรุ่งผิวดำชาวอังกฤษจึงพาเหรดออกไปเล่นยังลีกชั้นนำทั่วยุโรป ไม่ว่าจะเป็น บุนเดสลีกา, ลาลีกา หรือ ลีกเอิง แม้จะรู้ว่าการก้าวออกจากบ้านเกิดตั้งแต่อายุยังน้อยจะเป็นความเสี่ยง แต่เมื่อเทียบกับโอกาสที่จะก้าวสู่ความสำเร็จระดับสูงอย่างรวดเร็ว พวกเขาพร้อมที่จะเสี่ยงไปกับโอกาสนั้น เหมือนกับที่ครอบครัวของพวกเขาเคยเสี่ยงมาแล้วในอดีต

มีลีกที่พร้อมรับดาวรุ่งไปใช้งาน

ตัวกระตุ้นที่ทำให้นักเตะดาวรุ่งผิวดำกล้าออกไปจากวงการฟุตบอลอังกฤษไม่ได้มีเพียงแค่ค่านิยมของครอบครัวคนผิวดำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโอกาสที่เปิดกว้างในลีกต่างประเทศซึ่งพร้อมอ้าแขนรับพวกเขาไปใช้งานในฐานะแข้งตัวหลักของสโมสร มากกว่าที่เคยเป็นมาในประวัติศาสตร์ของโลกฟุตบอล

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ บุนเดสลีกา ลีกฟุตบอลระดับสูงสุดของประเทศเยอรมันที่ถูกควบคุมด้วยกฎ 50+1 (กฎที่กำหนดว่าแฟนบอลต้องถือหุ้นสโมสรเกินกึ่งหนึ่ง) ส่งผลให้แม้แต่ทีมระดับท็อปของลีกอย่าง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ซึ่งไม่มีงบประมาณจากกลุ่มทุนหนุนหลัง และไม่สามารถต่อสู้กับยอดทีมจากอังกฤษในสงครามแย่งผู้เล่นในตลาดซื้อขาย

แต่ด้วยความเข้าใจสถานการณ์ในวงการฟุตบอลปัจจุบัน สโมสรในเยอรมันจึงไม่ลังเลที่จะจ่ายเงินเพียงน้อยนิดเพื่อคว้าตัวดาวรุ่งมีของจากอังกฤษที่ไม่ได้รับโอกาสจากทีมต้นสังกัดในประเทศมาใช้งาน โดยแข้งเหล่านี้จะตอบโจทย์กับพวกเขาในอนาคตข้างหน้า อาจเป็นเม็ดเงินมหาศาล หากสโมสรเยอรมันปั้นนักเตะเหล่านี้จนกลายเป็นซูเปอร์สตาร์แล้วขายคืนให้กับทีมในอังกฤษ

เมื่อบวกกับความต้องการของบรรดาดาวรุ่งผิวดำที่หวังจะได้รับโอกาสอยู่แล้ว บุนเดสลีกาจึงกลายเป็นปลายทางอันดับหนึ่งที่แข้งรุ่นเยาว์ชาวอังกฤษต้องการเดินทางไปพิสูจน์ตัวเอง โดยการซื้อขายที่จุดประกายกระแสนี้ย่อมหนีไม่พ้นกรณีการย้ายตัวของ เจดอน ซานโช่ จาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สู่ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ด้วยค่าตัวเพียง 8 ล้านปอนด์ ด้วยวัย 17 ปี ในฤดูกาล 2017-18 ก่อนซานโช่จะก้าวขึ้นเป็นตัวหลักในทัพเสือเหลือง ได้ลงเล่น 137 นัด ยิงไป 50 ประตู แล้วย้ายสู่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 85 ล้านยูโร ในฤดูกาล 2021-22

มีนักเตะชาวอังกฤษอีกหลายรายที่ย้ายสู่บุนเดสลีกาในช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับซานโช่ ไม่ว่าจะเป็น รีซ อ็อกซ์ฟอร์ด ที่ออกไปยืมตัวกับ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค ในช่วงซัมเมอร์ปี 2017 หรือ อเดโมล่า ลุคแมน ที่ย้ายสู่ แอร์เบ ไลป์ซิก ด้วยสัญญายืมตัวในปี 2018 ก่อนซื้อขาดในเวลาต่อมา

นอกจากนี้ ยังมีนักเตะอีกหลายรายที่เลือกเส้นทางเสี่ยงกว่านั้น นั่นคือการย้ายสู่สโมสรเยอรมันโดยตรง ตั้งแต่พวกเขายังเป็นนักเตะระดับเยาวชนจากทีมฟุตบอลในอังกฤษ ยกตัวอย่างเช่น แมนเดล่า เอ็กโบ (แมนเดลา เอ็กโบ) และ คีแนน เบนเน็ตส์ (คีแนน เบนเน็ตต์) ซึ่งย้ายสู่ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค ในปี 2015 และ 2018 ตามลำดับ แม้จะต้องไปเริ่มต้นกับทีมชุดอายุไม่เกิน 23 ปี

เมื่อความสำเร็จของการปั้นดาวรุ่งชาวอังกฤษผิวดำปรากฏขึ้นบนเวทีบุนเดสลีกา จึงมีอีกหลายลีกที่เริ่มปรับตัวและพร้อมจะเปิดโอกาสให้นักเตะรุ่นเยาว์เหล่านี้ได้ย้ายมาฉายแสง

ไล่ตั้งแต่ มาร์คัส แมคเกวน (มาร์คัส แมคกวน) ที่ย้ายจาก อาร์เซน่อล ไปอยู่กับ บาร์เซโลน่า เบ, โรนัลโด วิเอร่า
(โรนัลโด้ วิเอร่า) ที่ย้ายจาก ลีดส์ ยูไนเต็ด ไปอยู่ ซามพ์โดเรีย, โจนาธาน ปานโซ่ (โจนาธาน ปานโซ) และ เรโอ กริฟฟิธส์
(รีโอ กริฟฟิธส์) ที่ย้ายสู่ฝรั่งเศสเพื่อเริ่มต้นกับทีมชุดอายุไม่เกิน 23 ปี ของ โมนาโก และ โอลิมปิก ลียง ตามลำดับ

การย้ายทีมทั้งหมดที่กล่าวไปข้างต้นต่างเกิดขึ้นในปี 2018 ด้วยกันทั้งสิ้น นี่คือสัญญาณที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ลีกฟุตบอลระดับท็อป 5 ของทวีปยุโรป ต่างมองเห็นถึงศักยภาพและโอกาสที่จะคว้าตัวดาวรุ่งผิวดำชาวอังกฤษมาปลุกปั้น แม้บางคนจะเริ่มต้นในฐานะตัวหลักและอีกหลายคนจะเป็นได้เพียงนักเตะชุดเยาวชน

แต่เมื่อมองถึงโอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคว้าแข้งระดับซูเปอร์สตาร์ด้วยราคาถูก ก่อนปั้นขายเพื่อกำไรมหาศาล เหมือนในกรณีของ ซานโช่ สโมสรเหล่านี้จึงไม่ลังเลที่จะลองคว้าแข้งรุ่นเยาว์เหล่านี้เข้ามาสู่ทีม ซึ่งท้ายที่สุดยิ่งเป็นการกระตุ้นให้นักเตะดาวรุ่งผิวดำย้ายออกจากอังกฤษมากขึ้นและมากขึ้น

หรือจะเป็นเพราะบอลอังกฤษไม่เปิดโอกาส?

หากจะกล่าวอย่างตรงไปตรงมาจากสิ่งที่เกิดขึ้น การย้ายทีมของดาวรุ่งผิวดำชาวอังกฤษสู่ลีกต่างประเทศไม่ได้ประสบความสำเร็จเสมอไป มีนักเตะจำนวนมากซึ่งท้ายที่สุดต้องเดินทางกลับสู่บ้านเกิดในฐานะผู้แพ้

ยกตัวอย่างเช่น แมนเดล่า เอ็กโบ ที่ไม่สามารถแจ้งเกิดได้ลีกเยอรมันจนต้องระหกระเหินไปเล่นที่สหรัฐอเมริกา ก่อนย้ายกลับมาซบ สวินดอน ทาวน์ ทีมในระดับลีกทู หรือ เรโอ กริฟฟิธส์ ที่ล้มเหลวกับ ลียง จนต้องมาเริ่มใหม่กับ ดอนคาสเตอร์ โรเวอร์ส ในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ

หากมีโอกาสที่จะล้มเหลวมากขนาดนี้ ทำไมนักเตะผิวดำชาวอังกฤษถึงยังเลือกออกไปเสี่ยงกับสโมสรต่างแดน? บางทีคนที่สามารถตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุดอาจเป็น โนนี่ มาดูเอเก้ (ลูกยอมะเดื่อ) แข้งระดับเยาวชนของ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ที่เลือกปฏิเสธสัญญาจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพื่อย้ายซบทีมชุดเยาวชนของ พีเอสวี ตั้งแต่อายุ 16 ปี

“มันมีสิ่งรบกวนน้อยลง เมื่อคุณย้ายออกไปเล่นยังต่างประเทศ อีกอย่างคือมีนักเตะระดับสูงจำนวนมากในลีกยุโรปที่สามารถก้าวสู่ตำแหน่งตัวจริงตั้งแต่อายุยังน้อย ผมคิดว่าการย้ายออกจากพรีเมียร์ลีกดีต่อการพัฒนาอาชีพของผม” มาดูเอเก้ เล่าถึงเหตุผลที่เขาปัดข้อเสนอจากทีมดังในบ้านเกิดเพื่อลองเสี่ยงดวงกับทีมจากเนเธอร์แลนด์

“ผมคิดว่าการย้ายทีมครั้งนี้ทำให้มูลค่าของตัวผมเพิ่มมากขึ้น เพราะที่นี่มีตำแหน่งตัวจริงที่คุณไม่มีวันจะถูกหยิบยื่นให้หากยังเล่นอยู่ในอังกฤษ ผมคิดว่าดาวรุ่งฝีเท้าดีอีกมากมายจะพากันย้ายไปเล่นยังต่างประเทศ เรื่องนั้นผมมั่นใจ 100 เปอร์เซ็นต์เลย”

สาเหตุแท้จริงที่ทำให้นักเตะผิวดำรุ่นเยาว์เหล่านี้พาเหรดออกจากวงการฟุตบอลอังกฤษจึงอาจเป็นเพราะโอกาสที่ปิดกั้นของพรีเมียร์ลีกเอง ซึ่งบัดนี้ต่างเห็นกันได้อย่างชัดเจนแล้วว่าการแข่งขันฟุตบอลบนลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษไม่มีพื้นที่ว่างให้กับแข้งเยาวชนท้องถิ่นได้พัฒนาฝีมือ ดาวรุ่งเหล่านี้มีทางเลือกเพียงสองทางคือ อดทนรอ หรือ หาโอกาสใหม่ตั้งแต่ต้น

แดนนี่ เมอร์ฟี่ อดีตกองกลางของ ลิเวอร์พูล และทีมชาติอังกฤษ ซึ่งปัจจุบันทำงานเป็นนักวิเคราะห์ให้กับช่อง บีบีซี ยืนยันว่า การละทิ้งลีกฟุตบอลบ้านเกิดของนักเตะผิวดำเหล่านี้ไม่ใช่ความผิดของแข้งรุ่นเยาว์แม้แต่น้อย เนื่องจากโอกาสการลงเล่นที่ถูกปิดกั้นในบ้านเกิดซึ่งสวนทางกับประตูที่เปิดกว้างในต่างประเทศ

“ขณะนี้มีดาวรุ่งชาวอังกฤษฝีเท้าดีมากมายที่ถูกปิดกั้นโอกาสในการลงเล่น เพราะว่าคุณภาพของพรีเมียร์ลีกและจำนวนนักเตะต่างชาติที่ลงเล่นในสโมสรชั้นนำ”

“ถ้าคุณรักที่จะเล่นกีฬาฟุตบอล แต่คุณทำได้เพียงนั่งบนม้านั่งสำรอง คุณจะหงุดหงิดแน่นอน แล้วทำไมคุณถึงไม่ลองเดินทางไปเล่นฟุตบอลที่ประเทศอื่นแล้วลองซึมซับวัฒนธรรมที่แตกต่างดูบ้างล่ะ?”

 

UFABETWIN

หลายสโมสรในลีกต่างประเทศรู้ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพรีเมียร์ลีกเป็นอย่างดี พวกเขาจึงไม่ลังเลที่จะยื่นข้อเสนอแก่ดาวรุ่งผิวดำเหล่านี้ให้พิจารณา โดย จอห์น เดอ ยอง ผู้บริหารของทีม พีเอสวี ยืนยันว่า พวกเขาได้รับสัญญาณจากแข้งรุ่นเยาว์ในอังกฤษก่อน จึงตัดสินใจยื่นข้อเสนอเพื่อคว้าตัว โนนี่ มาดูเอเก้ เนื่องจากนักเตะรู้ถึงโอกาสในการก้าวเป็นตัวจริงที่มากกว่าในเนเธอร์แลนด์

ไม่ใช่แค่สโมสรที่เข้ามาฉวยโอกาส แต่บรรดาเอเยนต์ก็รู้ดีถึงสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อความต้องการของแข้งดาวรุ่งในพรีเมียร์ลีก บรรดาตัวแทนนักเตะเหล่านี้จึงพร้อมจะนำเสนอนักเตะผิวดำชาวอังกฤษให้กับสโมสรต่างชาติ พร้อมกับแนะแนวทางให้พวกเขาได้เจอกับโอกาสที่เหมาะสม

“ระบบของฟุตบอลอังกฤษไม่เอื้ออำนวยให้นักเตะก้าวจากทีมเยาวชนสู่ทีมชุดใหญ่ เพราะสโมสรไม่มีเวลาที่จะรอให้นักฟุตบอลพัฒนาตัวเอง แถมยังมีเงินมากพอที่จะไปซื้อนักเตะเข้ามาแทนที่” บาดู แซมบาเก้ อดีตนักเตะทีมชาติมาลี ที่ผันตัวเป็นเอเยนต์ป้อนนักเตะสู่ลีกเอิง กล่าว

“แต่ในฝรั่งเศส พวกเขาให้โอกาสกับนักเตะรุ่นเยาว์ เพื่อจะขายพวกเขาออกในอนาคต และนำเงินกลับมาสนับสนุนอคาเดมี”

“การเจอกับนักเตะรุ่นใหญ่ในลีกระดับต่ำกว่าในขณะที่คุณยังเป็นวัยรุ่น คือทางที่ดีในการเตรียมตัวสู่ลีกระดับสูงกว่า ผมเคยเล่นเจอกับนักเตะอย่าง ชิรูด์ และ กอสเซียลนี่ ที่นี่ ซึ่งมันดีกับนักเตะในระดับนี้”

ท้ายที่สุด เป้าหมายนักเตะผิวดำรุ่นเยาว์เหล่านี้คือการกลับไปประสบความสำเร็จกับลีกฟุตบอลระดับสูงสุดของโลกอย่าง พรีเมียร์ลีก แต่เนื่องจากระบบการพัฒนาดาวรุ่งที่ไม่เอื้ออำนวย ทางเดียวที่จะก้าวไปเป็นแข้งระดับสูงในอังกฤษอย่างรวดเร็วที่สุดคือการออกมาเสี่ยงยังต่างประเทศ

ทุกวันนี้มีนักเตะดาวรุ่งผิวดำชาวอังกฤษมากมายที่ไปได้สวยในลีกต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น จู๊ด เบลลิงแฮม กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ หรือ โนนี่ มาดูเอเก้ ที่ก้าวมายึดตัวจริงของ พีเอสวี ได้แล้ว ซึ่งสักวันหนึ่งพวกเขาจะกลับมาเล่นในพรีเมียร์ลีกเมื่อถึงวันที่พร้อม ตามที่ เจดอน ซานโช่ ได้ปูทางไว้

แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ พรีเมียร์ลีก จะเสียนักเตะผิวดำในช่วงดาวรุ่งออกไปยังลีกต่างประเทศ และจะยังเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆจนกว่าพรีเมียร์ลีกจะพร้อมเปิดโอกาสให้นักเตะรุ่นเยาว์ ไม่เช่นนั้นแล้ว แข้งผิวดำเหล่านี้จะพาเหรดกันออกไปค้าแข้งต่างแดน ด้วยเหตุผลง่ายๆเพราะว่ามันเปิดโอกาสที่จะประสบความสำเร็จให้กับพวกเขาได้มากกว่านั่นเอง

UFABETWIN